บิ๊กธีร์”นำทีมสืบสวน”รวบยกแก๊งโจรกรรมตามห้างสรรพสินค้า”

บิ๊กธีร์ !!! นำทีมสืบสวน(ศปจร.ภ.1)รวบยกแก๊งโจรกรรมตามห้างสรรพสินค้า

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจโท เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมด้วย พลตำรวจตรี สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรี พนัญชัย ชื่อใจธรรม รองจเรตำรวจปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรี พลฑิต ไชยรส ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรี นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันตำรวจ เอกเลิศชาย จำปาทอง พันตำรวจเอก ศราวุธ สวัสดิชัย พันตำรวจเอก วรชาติ แสนคำ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 พันตำรวจเอก ชัยณรงค์ สมเพราะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันตำรวจเอก ชินโชติ วัฒนธนานพ ผู้กำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 พันตำรวจเอก อาสาฬห์ ถมยา ผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 และพันตำรวจเอก วิทิต จันทร์เอี่ยม ผู้กำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 พันตำรวจเอก ธนกฤต กนิษฐกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา พันตำรวจเอก ชัชพล สมแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระอินทร์ราชา พันตำรวจเอก สมเจษฐ์ แม้นบุตร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาจำนวน 4 คน นายพิชิตชัย บุญมีอายุ 36 ปีอยู่บ้านเลขที่ 89 ม.2 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จว.สระบุรี นายวิเชียน หรือ เมฆ สนทีรัก อายุ 38 ปีอยู่บ้านเลขที่ 227/2 ม.6 ต.ตาขีด อ.บรรพตพิสัย จว.นครสวรรค์ นายนิคม สายบุญจันทร์ อายุ 51 ปีอยู่บ้านเลขที่ 185 ม.1 ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว นายกมล หรือตี๋ ชลวิหารพันธ์ อายุ 64 ปีอยู่บ้านเลขที่ 18/1 ม.3 ต.วิหารแดง อ.วิหารแดง จว.สระบุรี พร้อมของกลางรถยนต์กระบะ โตโยต้า รุ่นรีโว่ สีดำ 2 ประตูหมายเลขทะเบียน ผข – 3266นครสวรรค์ โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคารไทยพาญิชย์ สาขา บิ๊กซี นครสวรรค์ กางเกงยีนส์ขายาว จำนวน 1 ตัว รองเท้าแตะยี่ห้อ เทวิน สีขาวแดงจำนวน 1 คูรถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น อัลติส สีเทา หมายเลขทะเบียน กต – 2575 สระแก้ว
โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่น โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดหรือรับของโจร”

พลตำรวจตรี สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดก่อเหตุร่วมกันลักทรัพย์รถยนต์บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าในเขตพื้นที่ จว.พระพระนครศรีอยุธยาไปจำนวน 2 คัน โดยมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกัน ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปจร.ตร.)ได้สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1(ศปจร.ภ.1)ให้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายดังกล่าวในทุกมิติ
พลตำรวจตรี สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1 จึงได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายกลุ่มขบวนการดังกล่าว
จากการสืบสวนของทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทราบว่ากลุ่มแก๊งเครือข่ายลักรถยนต์นั้นได้ก่อเหตุในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 ครั้ง และมีพฤติการณ์ในการก่อเหตุเหมือนกันทุกครั้ง โดยจะก่อเหตุในเวลากลางวันและจะเลือกสถานที่ก่อเหตุมักที่เลือกภายในลานจอดรถห้างสรรพสินค้า ซึ่งเมื่อทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำแผนประทุษกรรมของคนร้ายทั้ง 3 กรณี มาวิเคราะห์ แล้วพบว่า มีแผนประทุษกรรมเดียวกันทั้ง 3 กรณี ส่วนกรณีที่ 2 และ 3 บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ใกล้เคียงกัน และพาหนะรถยนต์คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นรถยนต์กระบะโตโยต้า สีดำ 2 ประตู แบบเดียวกัน โดยกลุ่มคนร้ายจะใช้วิธีการขับมาจอดดักซุ่มรอดูรถตามห้างสรรพสินค้า เมื่อพบรถยนต์เป้าหมายที่ต้องการและพอผู้เสียหายจอดรถยนต์และเดินเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้าจากนั้นจะมีคนร้าย1คนเดินติดตามปะกบผู้เสียหายเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้าเพื่อดูต้นทาง จากนั้นจะส่งสัญญาณให้คนร้ายที่รออยู่ภายนอกเริ่มลงมือก่อเหตุลักทรัพย์รถยนต์คันของผู้เสียหายโดยจะใช้วิธีการทำลายระบบสัญญานกันขโมยและระบบล็อคกุญแจของรถคันดังกล่าว ภายหลังจึงได้งัดเข้าไปภายในรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อทำลายระบบกุญแจและขับขี่รถยนต์คันที่ถูกประทุษร้ายหลบหนีออกไป ก่อนจะนำรถยนต์คันที่ขโมยมาไปดัดแปลงสภาพที่อู่เสร็จเรียบร้อย และจะมีคนร้ายมารับรถคันที่ถูกประทุษร้ายไปขายต่อภายหลังจึงนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มาแบ่งกัน
พลตำรวจตรี สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่างๆของทางเจ้าหน้าที่ภายในที่เกิดเหตุและจากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของคนร้ายจึงทำให้ทราบว่าคนร้ายเป็นผู้ใดมีจำนวนเท่าใดและมีวิธีการก่อเหตุโดยแบ่งหน้าที่กันโจรกรรมรถยนต์สำเร็จได้อย่างไร จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลขออนุมัติและออกหมายจับคนร้ายจำนวน 4 คนได้ในที่สุด หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน(ศปจร.ภ.1)จึงทำการสืบสวนจนกระทั่งสืบทราบว่าหลังจากก่อเหตุแล้วกลุ่มแก๊งเครือข่ายโจรกรรมรถยนต์ดังกล่าวได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ใดอย่างไร ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 จึงได้มีการประชุมวางแผนเข้าทำการจับกุมคนร้ายทั้ง 4 คน ขณะหลบหนี พร้อมทำการตรวจยึดของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พลตำรวจตรี สุภธีร์ บุญครอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยอีกว่าทั้งนี้ทางศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยเร่งรัดวางมาตรการในการป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ในทุกพื้นที่และเร่งปราบปรามจับกุมให้ถึงเครือข่ายการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ในทุกพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

Close