อดีต.นศ.ช่างกล!!หันมาปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น”จนประสบความสำเร็จ”

อดีต นศ.ช่างกล หันมาปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จ

อดีตนักศึกษาช่างกลโรงงานชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ทำโรงเรือนปลูกเมล่อนสายพันธุ์คิโมจิ จนประสบความสำเร็จด้วยการปลูกเมล่อนคุณภาพคับลูก ความหวานได้มาตรฐาน จากการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

วันที่ 13 ธ.ค.61) ที่ “ฟาร์มละมุน” ของนายชรินทร์ อินทับ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ 8 ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งหลังจากจบการศึกษาช่างกลโรงงานจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ผันชีวิตมาทดลองปลูกเมล่อนสายพันธุ์คิโมจิของญี่ปุ่นที่มีรสชาติหวาน กรอบเนื้อฉ่ำละมุนลิ้น หลังศึกษาแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่เปิดให้เยี่ยมชม จนลงแรงสร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนพร้อมทั้งวางระบบน้ำด้วยตนเอง โดยโรงเรือนมีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 18 เมตร ลงทุนประมาณ 1 แสนบาท ช่วงทดลองปลูกเมล่อนรุ่นแรกๆ ได้ผลผลิตไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ไม่คิดยอมแพ้ลองผิดลองถูกจนมาถึงรุ่นที่ 5 ปรากฏประสบความสำเร็จ เมล่อนที่ปลูกมีรสชาติความหวาน และมีผลละขนาดประมาณ 1 – 1.4 กก. ได้ตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ทั้งนี้ นายชรินทร์ อินทับ อายุ 38 ปี กล่าวถึงการปลูกเมล่อนพันธุ์คิโมจิว่า.. ที่โรงเรือนปลูกอยู่ประมาณ 400 ต้น การปลูกค่อนข้างยากพอสมควร ต้องดูแลเอาใส่เป็นพิเศษ ที่นี่จะเน้นความสะอาดเพื่อป้องกันโรค และยังควบคุมความชื้นไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ มารบกวน โดยจะใช้พลาสติกปูพื้น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นพลาสติกสีดำป้องกันหญ้าขึ้น ด้านบนจะเป็นพลาสติกสีขาวสะท้อนแสง เพื่อไล่ความชื้นออกไป โครงหลังคาคลุมด้วยพื้นพลาสติกที่กรองแสงได้ดี โดยเมล่อนจะเป็นผลไม้ที่ต้องการแสงแดดมาก บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่า ที่ญี่ปุ่นปลูกและยังเป็นเมืองหนาวทำไมประเทศไทยเมืองร้อนถึงปลูกเมล่อนได้ แต่จริง ๆ เมล่อนเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก จึงต้องใช้พลาสติกเข้ามาช่วยป้องกันน้ำค้างและน้ำฝน มีการดูแลตกแต่งต้น เด็ดยอดอ่อน ๆ ออกไปบ้างเพื่อให้ต้นสมบูรณ์ ใช้ระบบรดน้ำคล้ายกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ส่วนอันนี้จะใช้ลักษณะเป็นวัสดุการปลูก แต่ใช้ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ที่ให้ไปพร้อมกับน้ำ เริ่มจากการเพาะเมล็ดที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นก่อน 1 เม็ดได้ 1 ต้น ไม่มีการนำเมล็ดจากผลเมลล่อนนำมาเพาะอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากเป็นสายพันธุ์คิโมจิหลังผสมเกสรประมาณ 50-55 วัน รวมระยะเวลาปลูกทั้งหมดประมาณ 90 -95 วันจึงเก็บผลผลิตขายได้

การปลูกนั้นจะปลูกใส่ถ้วยๆ ละ 2 ต้น ดิน 1 ถุงความยาวประมาณ 80 เซนติเมตร จะปลูกได้ 2 หลุม หรือเท่ากับ 4 ต้น เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นเกินไป โดยผลผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นมีราคาสูงมาก แต่สำหรับเมืองไทยขายอยู่ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท ที่นี่ปลูกสายพันธุ์คิโมจิ มีน้ำหนักได้ประมาณลูกละ 1 กิโลกรัมเศษ หรือเฉลี่ยต่อลูกประมาณ 1.4 กก. ความหวานตามสายพันธุ์ 14 องศาบริกซ์ คือใช้เครื่องวัดปริมาณน้ำตาล เป็นขนาดที่พอรับประทานได้พอดี คาดว่ารุ่นนี้ 400 ต้น ได้ผลผลิตประมาณ 90 เบอร์เซ็น หรือเฉลี่ยขายหมดรุ่นนี้จะได้เงินประมาณ 50,000 บาท ซึ่งใช้เวลาการปลูกประมาณ 3 เดือนเศษต่อรุ่น และได้ทดลองปลูกมาปีกว่า รุ่นนี้ปลูกมาเป็นรุ่นที่ 5 แล้ว ถือว่าประสบผลสำเร็จในชีวิตการปลูกเมล่อนสายพันธุ์นี้ แม้จะเรียนจบช่างกลโรงงาน เรียนไม่ตรงสายกับอาชีพที่ทำ แต่หากมีความพยายามศึกษาหาความรู้และมีความตั้งใจจริง ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ และที่สำคัญที่ฟาร์มนี้มีการดูแลเป็นพิเศษ สภาพสวยงาม เน้นความสะอาด สังเกตว่าเมื่อเข้ามาเที่ยวในฟาร์มแล้วจะพบกับความแปลกตาของพื้นที่ขาวสะอาด สามารถนั่งหรือนอนกับพื้นชมความสวยงามของลูกเมลล่อนได้อย่างใกล้ชิดไม่เหมือนฟาร์มทั่วไป ที่เคยเห็นแต่ไม่สามารถนั่งหรือนอนชมได้ ถือเป็นไอเดียและความแปลกใหม่ที่ใส่ใจในการดูแลอย่างดีเพื่อให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพ สามารถมาเที่ยวชม แชะ เลือกผลเมลล่อนสด ๆ จากฟาร์มไปรับประทาน แถมยังได้ถ่ายภาพมุมภาพสวย ๆ อีกด้วย

ขณะนี้ได้เริ่มเก็บผลผลิตที่มีลูกค้าสั่งจองเข้ามาทางเพจเฟซบุ๊ก Lamoonfarm และเตรียมนำไปวางจำหน่ายที่ตลาดเกษตรกร ด้านหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองทุกวันศุกร์ ซึ่งจะเก็บจากต้นบรรจุกล่องส่งลูกค้า สำหรับเคล็ดลับของการรับประทานเมล่อนของผู้ที่ชื่นชอบรสชาติหวานมากกว่าปกติ ให้เก็บไว้นอกตู้เย็นประมาณ 4-5 วัน และคอยสังเกตที่ขั้วจะเริ่มเหี่ยว จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นทั้งลูกประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนรับประทานจะได้เนื้อเมล่อน ฉ่ำ หวาน หอม กรอบ อร่อย ละมุนลิ้นกว่าปกติ

 

สุจินต์ นฤภัย (เต้)

Close